รถเมล์ไทย

posted on 12 Dec 2008 22:38 by iamnop

บ่ายสองโมงของวันนี้ ผมยืนรอรถเมลล์อยู่เพื่อที่จะไปธุระ อากาศของวันนี้ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายเหมือนช่วงฤดูร้อนที่จะมาถึงในอีกสามสี่เดือนข้างหน้า ถึงจะมีลมหนาวพัดมาอยู่เรื่อยๆแต่แดดที่แรงอย่างนี่ต่อให้ผิวหนังหนาเป็นฝากระโปรงรถยนต์ก็คงถูกแดดเลียจนสึกได้ วันนี้ผมก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมาก แต่ในใจก็พึมพำอยู่ว่ายังไงเร็วก็ดีกว่าช้าละว่ะ
ห้านาทีก็แล้ว รถเมล์สายนั้นก็ยังไม่มา สิบนาทีก็แล้วยังไม่มีวี่แวว ผมก็ได้แต่ยกนาฬากาขึ้นมาดูและพยายามขยับแข้งขยับขาเพราะความร้อนของแดดที่ส่งผ่านรองเท้าทำให้ภายในรองเท้าผมเริ่มเป็นตู้เรือนกระจก ผมก็ได้แต่รอ และ รอ ว่าเมื่อไหร่รถเมล์สายนั้นจะมาเสียที 
ทันใดนั้นเองสัญญาณแห่งความหวังของผมเริ่มจะก่อตัวเมื่อผมสามารถจับภาพสีน้ำเงินครีมๆของรถเมล์สายนั้นอยู่ลิบและมีทีท่าที่เคลื่อนตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว ผมเริ่มสอบเท้าออกไปที่ริมทางเท้ามากขึ้นเผื่อว่าจะเป็นสัญญาณให้พี่คนขับรู้ตัวว่าจะมีผู้โดยสารขึ้น ถนนช่องคู่ขนานกว้างสามเลนกับระยะทางที่ผมประมาณได้คงเพียงพอให้พี่คนขับสามารถเบี่ยงรถจากเลนนอกสุดมาริมสุดได้เพื่อรับผมขึ้น แต่รถเมล์สายนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดชลอลงเลย ส่วนผมก็เริ่มส่งสายตาวิงวอนไปยังรถเมล์สายนั้นเผื่อว่าพี่คนขับจะสบตาที่แฝงไปด้วยความวิงวอนคู่นี้ แต่แล้วเหมือนคำขอร้องของผมจะไม่ได้ผลเมื่อรถเมล์สายนั้นวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิมในเลนที่ห่างสุดจากตัวผมผ่านไปต่อหน้าต่อตาเหลือทิ้งไว้แต่เขม่าควันรถและฝุ่นผงที่เป็นอันตรายต่อดวงตาและช่องจมูก    ผมตัดใจแล้วหล่ะ รอคันใหม่ก็ได้
แต่คราวนี้ชะตาก็ไม่ได้รังแกให้ผมรอรถเมล์นานเหมือนครั้งที่แล้ว เพราะรถเมล์สายเดียวกันกำลังวิ่งมาทางผมด้วยความเร็วเท่าคันแรกแต่มาห่างกันไม่ถึงสิบวินาที ผมเริ่มส่งสายตาวิงวอนเหมือนครั้งแรกและพร้อมกับยื่นมืออีกข้างออกไปเพื่อพยายามจะสื่อสารว่า ข้อร้องเถอะพี่ คันเมื่อกี้ก็ไม่รับผม
หยุดดี ไม่หยุดดี หยุดดี ไม่หยุดดี ผมคิดในใจและเท่าที่ดูผมก็คิดว่าพี่คนขับคงจะพึมพำคำเดียวกันกับผมเพราะรถดูเหมือนจะหยุดแต่ก็เหมือนไม่หยุดด้วยเช่นกัน  ขณะนั้นผมก็เห็นมือข้างหนึ่งที่ถ้าให้เดาคงจะเป็นมือของพี่กระเป๋ารถเมล์กวักเรียกผมให้มาขึ้นรถที่อยู่ห่างจากป้ายรถเมล์บนท้างเท้าออกไปอีกหนึ่งเลนกว่าๆ นั่นหมายความว่าผมต้องวิ่งข้ามถนนถึงหนึ่งเลนกว่าๆก่อนจะถึงตัวรถ รถดูเหมือนจะไม่ยอมหยุดเพียงแต่ชะลอให้ผมพอก้าวขึ้นได้ โอเคครับพี่ผมก้าวขึ้นได้แล้ว ไปต่อได้พี่ ผมนึกในใจว่าอย่างน้อยคันนี้มันก็ใจดีกว่าคันที่แล้ว
ผมเดินขึ้นไปหาที่นั่งซึ่งมีคนจับจองอยู่เพียงครึ่งหนึ่งของที่นั่งทั้งหมด และเลือกนั่งฝั่งขวาริมหน้าต่าง เมื่อนั่งเสร็จผมก็ควักสตางค์ออกมาเตรียมจะจ่ายและพอดีกับเจ้าของมือที่กวักเรียกผมข้างนั้นเดินมาเพื่อจะเก็บค่าโดยสาร เจ้าของมือคู่นั้นเป็นพี่ผู้หญิงวัยกลางคนหน้าตาก็ดูไม่โหดร้ายมากเกินไป พอรับได้ครับ  ผมยื่นค่าโดยสารให้พร้อมกับบอกจุดหมายปลายทางที่ผมจะลง แล้วพี่กระเป๋ารถเมล์ก็ยื่นมือมารับค่าโดยสารไปพร้อมกับพูดว่า"จะลงไหนก็ช่างเหอะ เห็นมั้ยคันหน้านะแซงไปแล้ว"  อ๋อผมผิดเหรอครับที่ทำให้คันพี่โดนแซงไปน่ะ  ผมอยากด่าพี่กลับนะแต่กลัวจะไม่ถึงที่หมาย....

Comment

Comment:

Tweet